ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์จักรี ได้ทรงริเริ่มสรรพวิชาสมัยใหม่มากมาย เพื่อมุ่งหวังให้สยามประเทศทัดเทียมอารยประเทศ ด้วยเหตุนี้พระบรมวงศานุวงศ์น้อยใหญ่จีงได้รับสนองพระบรมราชโองการอันนี้

ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ “องค์บุพการี” จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาท กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ องค์เสนาธิการทหารบกเมื่อครั้งนั้น ทรงริเริ่มในการให้กำเนิดและกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการบิน และกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการบิน และมีผู้สำเร็จการบินจากฝรั่งเศส ๓ ท่าน มาช่วย คือ พล.อ.ท.พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี  สุวรรณประทีป)
 น.อ.พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ (หลง  สินสุข) และ น.อ.พระยาทยานพิฆาต (ทิพย์  เกตุทัต) ในหน้าที่ครูการบิน ช่างเครื่องบิน ช่างเครื่องยนต์ตามลำดับ ณ สนามบินสระประทุมเป็นครั้งแรก เราจึงถือท่านทั้ง ๓ เป็นบุพการีแห่งกองทัพอากาศ

     
พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ     นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์   นาวาอากาศเอก พระยาทยานพิฆาต 

                                                                                  

                                                       

ท่านบุพการีทั้ง ๓ เป็นผู้รับสนองนโยบายในการจัดกำลังทางอากาศ และ การบริหาร โดยการวางรากฐานในส่วนราชการที่สำคัญ คือ

๑. ฝ่ายการบิน ซึ่งมีโรงเรียนการบิน กองบินขับไล่ทิ้งระเบิดและตรวจการณ์

๒. ฝ่ายการช่าง ซึ่งมีทั้งการสร้าง และการซ่อมกับหน่วยส่งกำลังบำรุงการช่าง

แต่เนื่องจากงบประมาณ และ สถานการณ์ไม่อำนวย การรับศิษย์การบินสำหรับเป็นนักบิน ต้นหน ผู้ตรวจการทางอากาศ และ ช่างเครื่อง จึงต้องรับจากนายทหารบก ทหารเรือ ตำรวจ พลเรือน แต่ก็ได้ในจำนวนจำกัดมาเป็นนายทหารหลัก ส่วนนายทหารเทคนิค ก็คัดเลือกจากผู้มีคะแนนดีเยี่ยมจากสถาบันชั้นมหาวิทยาลัยทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนั้นยังรับจากนายดาบกองหนุน นายสิบประจำการจากกองทัพบก แต่เมื่อกองทัพอากาศขยายตัวมากขึ้นทำให้กองทัพบกและกองทัพเรือไม่อาจจัดนายทหารให้ได้อย่างเพียงพอ ดังนั้นกองทัพอากาศจึงต้องจัดตั้งทุนให้แก่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และโรงเรียนนายเรือ เพื่อรับนักเรียนสำหรับเป็นนายทหารของกองทัพอากาศโดยเฉพาะ

 

 อาคารเรียน-นอนหลังแรกของ รร.นอ.

ปี ๒๔๙๓ กองทัพอากาศตกลงใจตั้งโรงเรียนนายเรืออากาศขึ้นเอง เนื่องจากนายทหารที่ได้มามีจำนวนจำกัด และเรียนในสาขาวิชาเฉพาะเหล่า ส่วนสาขาที่ต้องการไม่ได้เรียน หรือเรียนน้อยเกินไป ดังนั้นปี พ.ศ.๒๔๙๔ กองทัพอากาศได้สั่งกรมเสนาธิการฯ โดยเสนาธิการทหารอากาศสมัยนั้น คือ พล.อ.ท.หลวงปรุงปรีชากาศ ให้กรมยุทธศึกษาตั้งโรงเรียนนายเรืออากาศ โดยรับนักเรียน ๓๐ นาย ภายหลังรับเพิ่มจากนักเรียนเตรียมนายเรืออีก ๑ นาย เป็น ๓๑ นาย โดยเริ่มจากหมายเลข ๑ นนอ.สุธี  สมศิริ จนถึงหมายเลข ๓๑ นนอ.ดวงกมล  เดชประดิยุทธ ซึง่ตามแผนของ น.อ.ละเอิบ  ปิ่นสุวรรณ  รองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารอากาศ คือ

       ๑.แผนชั่วคราว  โดยดัดแปลงตึกเหลือง ซึ่งนายพลโตโจ้ เคยสร้างไว้เมื่อต้นสงครามโลก ครั้งที่๑ ในเขตกองบินน้อยที่ ๖ เป็นโรงเรียนนายเรืออากาศ จัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติมให้ตามความจำเป็นอย่างเร่งด่วน

        ๒. แผนถาวร ก่อสร้างอาคารใหม่ทั้งหมดบริเวณนิคม ทอ. (ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของกองทัพอากาศ) มีโครงการสร้าง ๓ ปี

 

    (ธงไชยเฉลิมพล ประจำกรมนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ) 

 ซึ่งโครงการเหล่านี้ ครม. อนุมัติให้จัดตั้งได้เมื่อ ๑๔ พ.ค. ๒๔๙๕ โดยการนำเสนอของ พล.อ.อ.ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี ผู้บัญชาการทหารอากาศในสมัยนั้น และมีคำสั่งเสนาธิการทหารอากาศ ลงวันที่ ๒๒ ธ.ค. ๒๔๙๕ แต่งตั้งให้ น.อ.ละเอิ่บ ปิ่นสุวรรณ เป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายเรืออากาศ และ น.ท.โชติ ชินะศิริ เป็นรองผู้บังคับการโรงเรียนนายเรืออากาศ

                 เนื่องจากการจัดเตรียมสถานที่ หลักสูตรการศึกษาและการหาครู-อาจารย์ ทำให้ไม่อาจเปิดการศึกษาในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้ทัน นักเรียนชุดแรกจึงได้มารายงานตัวในวันที่ ๑ พ.ค. ๒๔๙๖  และทำพิธีเปิดเมื่อ ๗ พ.ค. ๒๔๙๖ จึงถือว่าวันนี้เป็นวันสถาปนาโรงเรียนนายเรืออากาศโดยมี พล.อ.อ.หลวงเชิดวุฒากาศ รองผู้บัญชาการกองทัพอากาศเป็นประธานในพิธี ตามความมุ่งหมายเดิมของกองทัพอากาศนั้นต้องการนักเรียนที่จบชั้นเตรียมอุดมศึกษามาเรียนตามหลักสูตร ๓ ปี เมื่อสำเร็จเป็นนายทหารสัญญาบัตรแล้วไปเข้าโรงเรียนการบินอีก ๒ ปี นอกจากจะมีความรู้ทางด้านการบินและยังมีความจำเป็นต้องรู้เรื่องทางเทคนิคให้สูงเพื่อเตรียมรับวิทยากรใหม่ ๆ ดังนั้นสภากลาโหมจึงมีมติขยายหลักสูตรเป็น ๕ ปี ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต หรือ “วท.บ. (ทอ.)”

                 สิ่งที่ถือเป็นความภูมิใจของโรงเรียนนายเรืออากาศอย่างสูง คือ เมื่อวันที่ ๑๕ ม.ค. ๒๔๙๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อมพระราชทาน “ธงไชยเฉลิมพล” แด่โรงเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งมี น.อ.โชติ ชินะศิริ รองผู้บังคับการโรงเรียนนายเรืออากาศเป็นผู้แทนเข้ารับพระราชทาน

 

 

ปี ๒๔๙๗ เปิดรับนักเรียนนายเรืออากาศรุ่นที่ ๒ จำนวน ๑๗๐ นาย ในปีถัดมาได้ส่งนักเรียนนายเรืออากาศที่สอบได้คะแนนดีเยี่ยมอันดับ ๑ และ ๒ ไปศึกษาต่อยังโรงเรียนนายเรืออากาศอังกฤษ ที่แครมเวลล์ คือ พลอากาศจัตวา ม.ล. วิศิษฐ์สวัสดิรักษ์ สวัสดิวัตน์ และ น.ต.หลวงถกลนภากาศ (มนต์ สิงหเสนี) และยังรับนักเรียนนายเรืออากาศรุ่นที่ ๓ จำนวน ๑๖๐ นาย ปี ๒๔๙๙ เปิดรับนักเรียนนายเรืออากาศรุ่นที่ ๔ จำนวน ๕๔ นาย ในปี ๒๕๐๐ ก็ยังคงรับ ๕๔ นาย และเนื่องจากได้เห็นว่าการที่จะอบรมบ่มนิสัยนักเรียนให้ได้ผลดีจริงๆและมีความเป็นทหารโดยสมบูรณ์ กองทัพอากาศจึงได้เปิด “โรงเรียนเตรียมนายเรืออากาศ” ขึ้นโดยให้โรงเรียนนายเรืออากาศดำเนินงานโดยเปิดรับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและบรรจุเข้าเป็นนักเรียนเตรียมนายเรืออากาศได้เพียง ๒ รุ่น รุ่นแรกมี ๒๖ นาย รุ่นที่สองมี ๖๒ นาย ซึ่งต่อมาบรรจุเข้าเป็นนักเรียนนายเรืออากาศรุ่นที่ ๖ และ ๗ ต่อจากนั้นโรงเรียนเตรียมทหารปัจจุบันจึงได้เปิดรับนักเรียนเตรียมทหารตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ และบรรจุเข้าเป็นนักเรียนนายเรืออากาศรุ่นที่ ๘ สืบมา เป็นต้นไป

                   เนื่องจากความจำเป็นและความสำคัญของโรงเรียนนายเรืออากาศซึ่งยังไม่มีที่ตั้งถาวรตามโครงการ พล.อ.ท.หะริน หงสกุล เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารอากาศจึงได้รายงานขอให้กองทัพอากาศรื้อฟื้นโครงการสร้างโรงเรียนนายเรืออากาศถาวร และเริ่มดำเนินการโดยรวดเร็วพร้อมทั้งปรับปรุงระเบียบโรงเรียนนายเรืออากาศใหม่ด้วย พล.อ.อ.ทวี จุลลละทรัพย์ เสนาธิการทหารอากาศสมัยนั้นเห็นพร้อมด้วย ประกอบกับสภากองทัพอากาศลงมติเห็นยอมจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อวางแผนการจัดสร้างโรงเรียนนายเรืออากาศอย่างถาวร ในพื้นที่ทางเหนือของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ ๑๐ สิงหาคม ๒๔๙๙ และอนุมัติเงินงบประมาณสำหรับปี ๒๕๐๐ จำนวน ๘ ล้านบาท ซึ่งกำหนดสร้างตึกกองบัญชาการ ๑ หลัง และ โรงครัว ๑ หลัง ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ ได้ภายใน ๕ ปี
                  ในวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๐๐ จอมพลอากาศ ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี ผู้บัญชาการทหารอากาศได้มาเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ โรงเรียนนายเรืออากาศที่ตั้งถาวรระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๒๔ – ๒๕ ถนนพหลโยธิน “นับว่าวิทยาลัยทางการทหารแห่งใหม่อันสำคัญของกองทัพอากาศ ได้หยั่งรากฐานลงอย่างมั่นคงแล้ว” ซึ่งมีเนื้อที่ถึง ๒๕๐ ไร่โดยประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ตึกกองบัญชาการ และ ตึกนอนสร้างเสร็จก่อน จึงให้นักเรียนนายเรืออากาศชั้นปีที่ ๕ มาอยู่ก่อน จนสิ้นปี ๒๕๐๒ อาคารนอนหลังที่ ๒ สร้างเสร็จจึงอพยพนักเรียนนายเรืออากาศที่เหลือมาได้แต่ต้องใช้ปีกขวาของตึกกองบัญชาการเป็นห้องเรียนสำหรับที่ทำงานของส่วนบริการและกองการศึกษาอยู่ทางปีกซ้าย
                  ในวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามโรงเรียนนายเรืออากาศใหม่ ว่า "โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช"
ซึ่งมีความหมายว่า "โรงเรียนนายเรืออากาศใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นกษัตริยาธิราช ที่ยิ่งใหญ่รัชกาลที่ ๙"